The Word of Mouth การตลาดแบบปากต่อปาก

         ในอดีตจะเห็นได้ว่าเวลาต้องการจะโปรโมทอะไร ก็ต้องมาโฆษณาผ่านช่องทางทีวี ซึ่งค่าใช้จ่ายก็แสนจะแพง หลายคนคงจะจำได้ว่า โฆษณาสมัยก่อนจะเป็นอะไรที่บอกกับลูกค้าตรงๆว่าขายอะไร เช่น โฆษณา แผลเปื่อย แผลไฟไหม้ แผลพุพอง เป็นหนอง ใช้เย็นเตร็ด หลายคนที่เกิดรุ่นผม คงจะเคยดูโฆษณานี้ แต่เด็กยุคใหม่คงบอกว่า โฆษณาอะไรเนี่ยเกิดไม่ทัน แต่โฆษณาที่ดังติดหูสมัยก่อน ก็คือโฆษณาสาวยาคูวร์ ที่ไม่ได้ดังที่ตัวโฆษณาอย่างเดียว แต่กลับเป็นคำที่ว่าถามสาวยาคูว์ดูสิ ก็ทำให้เกิดเป็นการตลาดแบบปากต่อปาก ต่อมาโฆษณาก็เน้นจุดนี้มากขึ้น ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงวิธีการโฆษณา ตั้งแต่ตัวแรกๆ เช่น โฆษณา คุณแม่ขา… ปูน้อยหนีบมือ… และก็ต้องบอกว่า เด็กยุคใหม่คงบอกอีกว่า อะไรอีกเนี่ยเกิดไม่ทันอีกแล้ว ไม่เคยได้ยินเลยงั้นเอาให้ทันสมัยหน่อย ต่อมาก็จะมีโฆษณาของสมูธอี ที่ว่ากันเรื่องโฟมล้างหน้าที่กวาดรางวัลมามากมาย โดยเฉพาะรางวัลเมือง Cannes ที่ฝรั่งเศส ก็ถือว่าเป็นอันที่คลาสสิค จะเห็นได้ว่าวิธีการโฆษณาล้วนหวังผลให้เกิดเป็นปากต่อปาก จนกระทั่งถึงในยุคของ Social Network ที่การตลาดดูเหมือนว่าไม่ต้องไปที่ทีวีแล้ว แต่ทำอย่างไร ถึงจะสร้างกระแสปากต่อปาก ใน Social network ให้ได้ไอเดียดีๆ หลายๆอัน ได้ถูกทำไปไว้ใน Youtube และ ด้วยการที่มีการควบคุมน้อย ก็มักจะมีโฆษณาที่ฉิวเฉียด ออกมาให้เห็นกันบ่อยๆ แต่ทำอย่างไรหละ ให้เกิดเป็นปากต่อปาก บางครั้งที่เราตั้งใจเกินไปก็ไม่เกิด แต่บางครั้งไม่ได้ตั้งใจ กลับเกิดกระแสดังซะไม่มี เช่น โฆษณาอาหมวยที่เอาก๋วยเตี๋ยวให้เด็ก แล้วอาแปะ เส้นเลือดสมองแตก และแล้วหมอคือเด็กคนนั้นในอดีต ซึ่งก็เกิดเป็นกระแสดังไปทั่วโลก คำถามคือ ทำอย่างไรภาวะปากต่อปากถึงได้เกิดขึ้นจริงๆ แล้วคือต้อง อ่านใจผู้บริโภค ตีโจทย์แตกกระจุย

(ตัวอย่างโฆษณา ที่กลายเป็น Word of Mouth ภายในคำคืนเดียว)

             จริงๆ แล้วลูกค้า ไม่ซับซ้อน หากเราสื่อสารอะไรที่ซับซ้อนมาก มันจะสื่อสารต่อยาก คนไทยชอบอะไรที่ง่ายๆ ตรงไปตรงมา และจริงใจต่อกัน โดยเฉพาะคนไทย ที่เครียดอยู่แล้ว จึงชอบอะไรที่ขำๆ ก็จะทำให้ส่งต่อได้ง่าย ดังนั้น หากทำอะไรให้ลูกค้าอมยิ้มได้ นั่นหมายถึง โอกาสมาถึงแล้ว การทำตลาดแบบปากต่อปาก (Word-of-Mouth Marketing) บางคนก็เรียกว่า Viral Marketing ถือว่าเป็นการทำตลาดที่เจ๋งสุดๆ ในยุคนี้ ลองคิดดู…แทนที่คุณจะต้องจ่ายเงินมหาศาลไปกับการซื้อโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์ โฆษณาทางทีวี หรือแม้แต่การทำโฆษณาแบนเนอร์ (Banner Ads) บนเว็บไซต์ แต่ด้วยศักยภาพของ Viral Marketing คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสักแดงเดียวเพื่อลงโฆษณาบนสื่อเหล่านั้น แต่แค่ปล่อยให้บรรดาแฟนคลับที่ชื่นชมสินค้า หรือติดตามความเคลื่อนไหวของคุณอยู่แล้วทำงานให้กับคุณแทน สำหรับเทคนิคนั้นไม่ง่าย

13

                ขั้นแรกต้องวางแผนเนื้อหาให้ดี ไม่ใช่ขายตรง แต่ต้องทำให้เกิดอารมณ์ แบบสุดขั้ว ไม่รัก ก็ตลก หรือ อะไรที่สังคมต้องพูดต่อ อะไรที่เกิดข้อสงสัย จากนั้นเลือกช่องทางให้เหมาะสม Viral Marketing จะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลยหากผู้ประกอบการไม่สามารถจับประเด็นธุรกิจที่ต้องการสื่อสารไปยังผู้บริโภคได้อย่างถูกจุด ดังนั้นผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์และตีโจทย์ให้แตกเสียก่อนว่าเรื่องที่ต้องการสื่อสารออกไปนั้นทำไปเพื่ออะไร อย่างไร ช่องทางไหน ใครเป็นผู้รับ จุดประสงค์ที่ต้องการคืออะไร  สิ่งที่ต้องระวังคือ บางครั้งคนจำโฆษณาได้ แต่กลับจำสินค้าไม่ได้ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จึงต้องพิจารณาที่ตัวเนื้องานว่ามีความแปลกชนิดที่ว่าเห็นเพียงครั้งเดียวแต่เล่นเอาจำไปอีกนานแสนนานจะเป็นการดีที่สุด ดังนั้น หากร้อยเรียงได้เกี่ยวข้อง ก็จะจำสินค้าได้ด้วย นอกจากนั้น ยังอาจต้องมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง มาช่วยเสริม เช่นกระแสข่าวดาราในโฆษณา ซึ่งจะเกิดเป็น Viral ได้นั้น ต้องเกิดการกระจายถึงระดับหนึ่ง ซึ่งบางครั้ง Social Network ก็ช่วยได้เป็นอย่างดี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s